เมืองเปตรา ความเจริญยุคโบราณ

วิหารใหญ่ในเมืองเปตรานั้น ได้มีความเจริญรุ่งเรืองเป็นอย่างมากในช่วง 50 ปีก่อนคริสตกาลมาจนถึงคริสต์ศักราชที่ 70 ในช่วงเวลานี้เปตรานั้นถูกปกครองด้วยกษัตริย์นาม อารีตัสที่ 4 ซึ่งเป็นที่ยกย่องของกรีกและเรียกว่า ฟิโลเดมอส (Philodemos) แปลว่า ผู้รักประชาชน และด้วยความมั้งคั่ง เมืองนี้แม้จะอยู่ห่างไกลจึงทำให้เมืองนี้มีการเจริญเติบโตได้อย่างสบายไม่ต้องกลัวศัตรูจากที่ใด คนเปตรานั้นนับถือเทพเจ้าสององค์ก็คือ เทพดูซาเรส (Dushares) เทพแห่งความอุดมสมบูรณ์ และเทพอัลอัซซา (Al Uzza) ชายาของเทพดูซาเรส เทวีแห่งน้ำ ต่อมาเมื่อเปตรานั้นล่มสลายลงเหตุจากที่เกิดเมืองใหม่และเส้นทางค้าขายใหม่ซึ่งปลอดภัยและสะดวกกว่า เวลาต่อมาเปตราที่เคยมั่งคั่งทางด้านการค้าก็เสียอำนาจลง จนเมื่อปี ค.ศ.106 โรมันนำโดยจักรพรรดิทราจันได้เข้ายึดครองเปตราและผนวกนครนี้เข้าเป็นจังหวัดในจักรวรรดิโรมัน เปตราทำรงอยู่มาถึงปี ค.ศ.300 จักรวรรดิโรมันเริ่มคลอนแคลนต่อมามีแผ่นดินไหวได้ทำลายบ้านเมืองและระบบชลประทานจนเสียหาย และต่อในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 5 เปตรากลายเป็นที่ตั้งคริสต์ศาสนามณฑลของบิชอป แล้วถูกมุสลิมยึดในคริสต์ศตวรรษที่ 7 แล้วก็เสื่อมถอยมาเรื่อยๆ ถึงแม้ว่าเปตราจะเป็นสิ่งที่หน้าอยากเข้าชมของนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาทัวร์จอร์แดนและพวกนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบทางด้านประวัติศาสตร์ แต่การค้นพบเปตราที่นำไปสู่การเปิดเผยต่อสายตาชาวโลกปีค.ศ. 1812 มีนักสำรวจชาวสวิตเซอร์แลนด์ โยฮันน์ ลุควิก บวร์กฮาร์ท เดินทางจากจอร์แดนไปอียิปต์เพื่อไปศึกษาแหล่งต้นกำเนิดของแม่น้ำไนล์ บวร์กฮาร์ทได้เห็นด้านหน้าเปตราแต่ผู้ที่นำทางห้ามไม่ให้ลงไปทำอะไร เขาจึงได้บันทึกไว้ ต่อมาได้มีชาวฝรั่งเศสที่ได้เดินทางเข้าไปทัวร์จอร์แดนและสำรวจเมืองและเขียนหนังสือออกมาเล่มหนึ่งชื่อว่า “Voyage de l’Arabie Pétrée แปลว่า การเดินทางในเปตราแห่งอาหรับซึ่งถือว่าเป็นการเปิดเผยให้โลกได้รับรู้หนังสือเล่มนี้เป็นการนำภาพและความรู้ต่างๆที่คนทั้งโลกไม่เคยพบเห็นที่ไหนมาก่อน การสำรวจจากทางโบราณคดีเริ่มขึ้นอีกครั้งในช่วงต้นๆของคริสต์ศตวรรษที่ 20 และในปัจจุบันนี้ก็ยังคงมีการสำรวจอยู่อย่างเรื่อยๆ เมืองเปตรานั้นได้รับการจดทะเบียนให้เป็นมรดกของโลกอีกด้วย ในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญครั้งที่ 9 เมื่อปี พ.ศ.2528 ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เปตรานั้นเป็นอีกสถานที่ท่องเที่ยวด้านประวัติศาสตร์ที่นี่จะมีทั้งนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกที่เดินทางมาทัวร์จอร์แดนและนักโบราณคดีจากทั่วโลกอีกเช่นกัน หากคุณมีโอกาสได้เดินทางมาทัวร์จอร์แดนอยากแนะนำให้ท่านได้ลองเดินทางมาชมที่เมืองเปตราแห่งนี้

Read More Here! 0

ทัวร์จอร์แดน พื้นที่แห่งความงาม

จอร์แดนนั้นมีแนวพรมแดนติดกับตะวันออกลาง เพราะเช่นนั้นภูมิประเทศจึงมีความคล้ายกันมาก จอร์แดนนั้นเต็มไปด้วยพื้นที่สำคัญทางตำนานของความศิวิไลซ์โบราณค่ะ เป็นหนึ่งในเส้นทางสายไหมด้วย เพราะฉะนั้นจึงไม่ประหลาดใจที่มีนักท่องเที่ยวนิยมเดินทางมาท่องเที่ยวกับอย่างล้มหลาม ทัวร์จอร์แดน พระราชวังครูเสดโชบัค หรือที่รู้จักกันในพวกนักรบครูเสดชื่อ มอนทรีลแห่ง ตะวันออก ปลูกสร้างขึ้นโดยกษัตร์บอลด์วินที่ 1 แห่งเยรูซาเลม ต่อมาปรับเปลี่ยนเพื่อใช้เป็นป้อมควบคุมถนนหนทางกองคาราวานที่จะเดินทางจากดามัสกัสไปอียิปต์ภายในอดีตตัวเมืองแห่งนี้มีชาวคริสต์อาศัยอยู่ ราว 6,000 คน ต่อมาได้ถูกทำลายลงโดยทหารมุสลิมภายใต้การนำกองทัพของ ซาลาดิน เดินทางกลับสู่กรุงอัมมาน เป็นอีกสถานที่ที่อัดแน่นไปด้วยตำนาน ทัวร์จอร์แดน นครเปตรา บริษัททัวร์มหานครสีดอกกุหลาบ นครเก่าแก่แสนสวยงามที่ซ่อนตัวอยู่ในซอกเขาแห่งโมเสส มีประวัติศาสตร์อันยาวนานหลายพันปีเคยเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยทั้งชาวอีโด ไมท์จวบกระทั่งถึงยุครุ่งเรืองเฟื่องฟูภายในการเข้ามาครองดินแดนของชาว อาหรับเผ่าเร่ร่อนนาบาเทียน ในช่วงระหว่าง 100 ปี ก่อนคริสตกาล ได้เข้ามาปลูกสร้างอาณาจักร บ้านเมือง กระทั่งในปีค.ศ. 106 นครแห่งนี้ตกอยู่ภายใต้การคุ้มครองของแคว้นโรมันที่นำ โดย กษัตริย์ทราจันและได้ผนึกเมืองแห่งนี้ให้เป็นหนึ่งในอาณาจักรโรมันแห่งแหลมอาระเบียตะวันออก นครเพตร้าถึงเวลาล่มสลายเมื่อหมดยุคของราชอาณาจักรโรมันทำให้ชาวเมืองนั้น ละทิ้งบ้านเมืองจากกันไปหมดทิ้งให้ตัวเมืองแห่งนี้รกร้างไปพร้อมทั้งการพังทลาย ของเมืองภายหลังเกิดแผ่นดินไหวหลายหนจนสูญหายนับพันปี จวบจนในปี ค.ศ. 1812 นักสำรวจทางสัญจรชาวสวิสนาย โจฮันน์ ลุดวิก เบิร์กฮาดท์ ได้พบนครศิลาแห่งนี้พร้อมทั้งนำไปเขียนในหนังสือชื่อTRAVEL IN SYRIA จนเป็นเหตุให้เริ่มเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่สะพัดจนถึงช่วงปัจจุบัน http://www.hilighttravel.com/package/24/ทัวร์จอร์แดน.html

Read More Here! 0